เมื่อพูดถึงความหวานที่สามารถใช้แทนน้ำตาล เราคงนึกถึง “น้ำผึ้ง (Honey)” กันอย่างแน่นอน นอกจากจะให้ความหวานแล้ว หลายคนอาจจะเคยทานกับขนมปัง ขนมหวานต่าง ๆ หรือชงดื่มก็ดีไม่น้อย และรู้ไหมว่าน้ำผึ้งนั้น มีสรรพคุณอีกมากมาย วันนี้ SGE จะพาไปรู้จักกับน้ำผึ้ง และแนะนำการทานน้ำผึ้งเพื่อสุขภาพกัน ไปดูกันเลย


น้ำผึ้ง (Honey) คืออะไร?

อาหารให้รสหวานที่เกิดจากการผลิตของผึ้ง ซึ่งได้รวบรวมมาจากเกสรดอกไม้ต่าง ๆ จนเกิดเป็นน้ำหวานที่มีสีเหลืองทอง มีกลิ่นหอม พร้อมรสชาติหวานกำลังดี นอกจากนี้ ในน้ำผึ้งยังมีสารอาหารอยู่หลายชนิด เช่น กลูโคส, ฟรุกโตส และลีวูโลส อีกทั้งยังมี กรดกลูโคนิก, เอนไซม์, แคลเซียม, แมกนีเซียม, โพแทสเซียม, สังกะสี, ฟอสฟอรัส และโซเดียม โดยเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของร่างกายให้แข็งแรงสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

210515-Content-น้ำผึ้งสรรพคุณดี-ๆ-พร้อมเมนูน้ำผึ้งเพื่อสุขภาพ!02


ประโยชน์ของน้ำผึ้ง มีอะไรบ้าง?

น้ำผึ้ง นอกจากจะมีรสชาติหวาน สามารถเพิ่มความอร่อยให้กับอาหาร และเมนูขนม ตลอดจนเครื่องดื่มต่าง ๆ ได้ดีแล้ว ประโยชน์ของน้ำผึ้ง ยังมีอีกมากมายที่หลายคนอาจคาดไม่ถึงเลยทีเดียว เพราะในน้ำผึ้ง อุดมไปด้วยวิตามิน และแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งประโยชน์ของน้ำผึ้ง จะมีอะไรบ้าง และควรทานอย่างไรเพื่อให้ได้รับประโยชน์อย่างสูงสุด โดยไม่เกิดผลเสีย ดังนี้

  • ทานก่อนอาหาร 1 ชั่วโมง
    การทานน้ำผึ้งให้ได้ประโยชน์ ควรทานก่อนอาหาร 1 ชั่วโมง ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการดูดซึมสารอาหารในกระเพาะอาหารได้เป็นอย่างดี หรือหากทานก่อนนอนก็จะช่วยให้นอนหลับสบายยิ่งขึ้นอีกด้วย โดยวิธีการทานให้ผสมน้ำผึ้งในน้ำอุ่นเล็กน้อย จากนั้นจิบเรื่อย ๆ จนหมดแก้ว เท่านี้ก็ได้รับประโยชน์อย่างสูงสุด
210515-Content-น้ำผึ้งสรรพคุณดี-ๆ-พร้อมเมนูน้ำผึ้งเพื่อสุขภาพ!03
  • ใช้แทนน้ำตาล
    ทานน้ำผึ้ง โดยนำมาใช้เป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาล ด้วยการใส่น้ำผึ้งลงไปในกาแฟ น้ำผลไม้ ใส่ในอาหารบางชนิด หรือใช้ทาขนมปังแทนแยม ซึ่งนอกจากจะได้รสชาติที่อร่อยโดนใจแล้วก็ไม่ทำให้อ้วน หรือเสี่ยงเบาหวานอีกด้วย แต่ก็ไม่ควรใส่มากกินไป เพราะน้ำผึ้งเมื่อทานมากก็อาจก่อให้เกิดโทษเช่นกัน
  • เพิ่มความสดชื่น
    น้ำผึ้งมีส่วนช่วยในการเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกายได้อย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะหลังตื่นนอนตอนเช้า และช่วงบ่ายที่กำลังรู้สึกอ่อนเพลียจากการทำงาน โดยให้นำน้ำผึ้งมาผสมกับน้ำอุ่น จิบเรื่อย ๆ หรือหากรู้สึกเบื่อก็อาจเปลี่ยนเป็นผสมในเครื่องดื่มชนิดอื่น เช่น น้ำผลไม้ 
  • บำรุงผิว
    น้ำผึ้งมีคุณสมบัติในการบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง สดใส และดูเนียนสวยอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งอาจบำรุงด้วยการทาน หรือนำมาผสมกับสมุนไพรอื่น ๆ ทำเป็นครีมพอกหน้าก็ได้
210515-Content-น้ำผึ้งสรรพคุณดี-ๆ-พร้อมเมนูน้ำผึ้งเพื่อสุขภาพ!04

 

สูตรที่ 1 เติมความชุ่มชื้นให้ผิว
ให้นำกล้วยหอม ½ ลูก มาบดให้ละเอียด และผสมกับน้ำผึ้ง คนให้เข้ากัน จากนั้นนำมาทาให้ทั่วใบหน้าพอกทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีแล้วล้างออกให้สะอาด สามารถทำได้บ่อยครั้งตามต้องการ เพียงทำเป็นประจำ ก็จะเริ่มเห็นผลลัพธ์ตั้งแต่สัปดาห์แรกทันที
สูตรที่ 2 ทำความสะอาดผิวได้อย่างล้ำลึก
สูตรนี้จะใช้น้ำผึ้งพอกหน้าเพียว ๆ เพียงนำน้ำผึ้งมาพอกลงบนใบหน้าจนทั่ว ปล่อยไว้ประมาณ 20-30 นาที จากนั้นล้างหน้าให้สะอาด สามารถพอกหน้าด้วยน้ำผึ้งได้เป็นประจำทุกวัน คุณสมบัติของน้ำผึ้งจะทำหน้าที่ดูดซับสิ่งสกปรกที่อุดตันในรูขุมขน ช่วยทำความสะอาดรูขุมขน และผิวหน้าให้เกลี้ยงเกลา ผิวจึงสะอาดใส ไร้สิว ป้องกันการเกิดสิวได้ดี ในขณะเดียวกัน ยังบำรุงผิวให้ชุ่มชื้น และเนียนนุ่มขึ้นได้อีกด้วย เหมาะสำหรับสาวที่มีปัญหาผิวแห้งเช่นกัน
สูตรที่ 3 รักษาสิว น้ำผึ้งยังมีคุณสมบัติในการรักษาสิว
โดยจะช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย อันเป็นสาเหตุของการเกิดสิว และลดการอักเสบสิวได้ สิวก็จะหายเร็วขึ้นนั่นเอง สำหรับสูตรนี้ให้นำน้ำผึ้งมาผสมกับผงอบเชยในอัตราส่วนเท่ากัน แล้วนำมาแต้มสิว หรือจะพอกหน้าให้ทั่ว ปล่อยไว้ 30 นาที แล้วล้างออกให้สะอาด อบเชยเป็นสมุนไพรที่ยับยั้งการเจริญเติบโตของสิวได้ เมื่อนำ 2 ตัวยานี้มาผสมผสานกัน ก็จะยิ่งช่วยให้สิวยุบตัวลงเร็ว และหายเร็วขึ้นได้อย่างแน่นอน
  • ใส่ในน้ำสลัดเพื่อกันบูด
    สำหรับใครที่ทำน้ำสลัดขาย และต้องเก็บไว้เป็นเวลานานหลายเดือน สามารถใช้น้ำผึ้งแทนสารกันบูดได้ โดยให้นำน้ำผึ้งมาผสมลงไปในน้ำสลัดเล็กน้อย เท่านี้ก็ไม่ต้องกังวล ซึ่งพบว่าน้ำผึ้งจะช่วยให้น้ำสลัดสามารถเก็บไว้ได้อย่างยาวนานถึง 9 เดือนเลยทีเดียว แถมยังช่วยเพิ่มรสชาติให้อร่อย และหอมน่าทานกว่าเดิมอีกด้วย
  • รักษาอาการหวัด
    เมื่อป่วยด้วยไข้หวัด การทานน้ำผึ้งผสมกับน้ำอุ่น 1 แก้วเป็นประจำทุกเช้า หรือก่อนนอน จะช่วยรักษาอาการหวัดให้หายเร็วขึ้น หรือในคนที่มีอาการไอ เจ็บคอร่วมด้วย การจิบน้ำอุ่นผสมน้ำผึ้งบ่อย ๆ ก็จะช่วยลดอาการไอได้ดีเหมือนกัน แต่ถ้าอยากได้ความชุ่มคอ แนะนำให้ผสมน้ำมะนาวลงไปเล็กน้อย ก็จะทำให้รู้สึกดีขึ้น แถมน้ำมะนาวยังช่วยกระตุ้นความสดชื่นกระปรี้กระเปร่าให้แก่ร่างกายได้เป็นอย่างดี อาการเจ็บป่วยที่เป็นอยู่ก็จะบรรเทาลงได้อย่างมาก
  • รักษาโรคเบาหวาน
    เมื่อป่วยด้วยโรคเบาหวาน แพทย์จะห้ามไม่ให้ทานน้ำตาล หรืออาหารที่มีรสชาติหวานเด็ดขาด แต่สำหรับน้ำผึ้งถือเป็นข้อยกเว้นอย่างหนึ่ง เพราะน้ำผึ้งสามารถรักษาอาการป่วยเบาหวานได้ดี เพียงแค่นำน้ำผึ้ง 250 กรัม มาผสมกับสาลี่หอมที่ตำละเอียดแล้ว 5 ลูก จากนั้นต้มจนเหนียวแล้วนำมาผสมกับน้ำดื่มเป็นประจำ ก็จะทำให้อาการป่วยเบาหวานค่อย ๆ ทุเลาลง และหายเร็วยิ่งขึ้นเมื่อทำการรักษาควบคู่ไปกับการรักษาทางแพทย์
  • แก้อาการท้องผูก
    หากใครมีอาการท้องผูกบ่อย ๆ ไม่จำเป็นต้องทานยาระบายให้เสี่ยงต่อสุขภาพ เพราะน้ำผึ้งมีฤทธิ์ ที่จะช่วยแก้อาการท้องผูกได้เหมือนกัน โดยให้นำกล้วยน้ำว้าสุกมาจิ้มน้ำผึ้งแล้วทานตามปกติ แนะนำให้ทานเป็นประจำในตอนเช้าหลังตื่นนอน แล้วอาการท้องผูกจะไม่มากวนใจอย่างแน่นอน แถมยังช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นอีกด้วย
210515-Content-น้ำผึ้งสรรพคุณดี-ๆ-พร้อมเมนูน้ำผึ้งเพื่อสุขภาพ!05
  • ช่วยลดความอ้วน
    หลายคนอาจคิดว่าน้ำผึ้งมีรสชาติหวาน ซึ่งจะทำให้อ้วนได้ แต่ความจริงแล้วความหวานของน้ำผึ้งไม่ได้มีส่วนทำให้เกิดความอ้วน แต่ตรงกันข้ามกับช่วยลดน้ำหนักได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว เพราะความหวานของน้ำผึ้ง จะไปลดความอยากน้ำตาล หรือของหวานให้น้อยลง พร้อมช่วยกระตุ้นให้ระบบเผาผลาญสามารถสลายไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลลัพธ์ที่ได้จึงเป็นรูปร่างที่กระชับ และน้ำหนักที่ลดลงอย่างน่าพอใจนั่นเอง
  • คลายความเหนื่อยล้าจากการทำงาน
    เมื่อรู้ลึกเหนื่อย ๆ และอ่อนล้าอย่างหนัก การทานน้ำผึ้ง จะช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการทำงานได้ดี และสามารถลดความเครียดได้อีกด้วย เพราะฉะนั้นหนุ่มสาววัยทำงานห้ามพลาดที่จะทานน้ำผึ้งบ่อยๆ เลย
  • บำรุงหัวใจ
    น้ำผึ้งมีส่วนช่วยในการบำรุงหัวใจให้แข็งแรง และสามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ดีขึ้น เมื่อทานน้ำผึ้งเป็นประจำ จึงช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ หัวใจวาย และภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบตันได้เป็นอย่างดี ดังนั้นหากใครไม่อยากป่วยด้วยโรคหัวใจลองทานน้ำผึ้งบ่อย ๆ ดู
  • ป้องกันโรคข้ออักเสบ
    เมื่ออายุมากขึ้น หรือทำงานที่ต้องยกของหนัก ๆ ก็มักจะเสี่ยงโรคข้ออักเสบได้สูง ซึ่งสามารถป้องกันได้ด้วยการทานน้ำผึ้งเช่นกัน โดยให้นำน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา และแอปเปิ้ลไซเดอร์ 2 ช้อนชามาผสมลงไปในน้ำอุ่น 1 แก้ว ดื่มเป็นประจำทุกวันวันละ 2 ครั้ง อาการข้ออักเสบจะไม่เกิดขึ้นแน่นอน แถมช่วยลดอาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลังได้อีกด้วย
  • บำรุงสมอง
    นอกจากโอเมก้า 3 ที่มีส่วนช่วยในการบำรุงสมองแล้ว น้ำผึ้งสามารถบำรุงสมอง และเสริมสร้างความจำได้ เพราะในน้ำผึ้งอุดมไปด้วยวิตามินและสารอาหารมากมาย ที่จะช่วยบำรุงสมองได้ดี แถมเมื่อทานบ่อย ๆ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงอัลไซเมอร์ได้อีกด้วย


โทษของน้ำผึ้งหากทานมากเกินไป

ถึงแม้ว่าประโยชน์ของน้ำผึ้งจะมีมากมาย แต่ในขณะเดียวกันก็มีโทษเหมือนกัน จึงควรทานน้ำผึ้งในปริมาณที่พอเหมาะเท่านั้น โดยผลเสียจากการทานน้ำผึ้งมากเกินไป ได้แก่

  • เกิดอาการท้องอืด ท้องเสีย เพราะในน้ำผึ้งมีปริมาณของน้ำตาลฟรุกโตสอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งน้ำตาลตัวนี้ จะทำให้เกิดปัญหาการดูดซึมในลำไส้ เป็นผลให้เกิดอาการท้องอืด แน่นท้อง หรือท้องเสียบ่อย ๆ ได้นั่นเอง ดังนั้นการทานน้ำผึ้งในแต่ละครั้ง จึงควรทานทีละน้อย ๆ เท่านั้น
  • เสี่ยงโรคโบทูลิซึ่ม ซึ่งเกิดจากสปอร์ของเชื้อโรคที่มีอยู่ในน้ำผึ้ง จึงห้ามไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบทาน รวมถึงสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ และให้นมบุตรด้วย โดยโรคนี้มีความอันตรายสูงมาก เพราะจะทำให้เกิดความผิดปกติทางระบบประสาทอย่างเฉียบพลันนั่นเอง


ใครบ้างที่ไม่ควรทานน้ำผึ้ง

รู้หรือไม่ว่า ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถทานน้ำผึ้งได้ เพราะในบางคน อาจก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดีเช่นกัน ดังนั้นก่อนทานน้ำผึ้ง จึงควรทำความเข้าใจก่อนว่าใครบ้างที่ไม่สามารถทานได้ และตนเองเข้าข่ายบุคคลดังกล่าวหรือไม่

  • เด็กทารกที่มีอายุต่ำกว่า 1 ขวบ เพราะวัยนี้ยังคงมีภูมิต้านทานต่ำ ซึ่งอาจเกิดการแพ้ หรือติดเชื้อที่ปนมากับน้ำผึ้งได้มากกว่าบุคคลทั่วไป
  • คนที่เป็นโรคดีพิการ (คนที่มีอาการตาเหลือง ตัวเหลือง) เพราะคนกลุ่มนี้มักจะแพ้น้ำผึ้ง ซึ่งอาจทำให้อาการรุนแรงกว่าเดิมได้
  • คนที่มีอาการแพ้น้ำผึ้ง และเกสรน้ำผึ้ง เพราะหากทานจะทำให้อาการแพ้กำเริบขึ้นมาทันที ส่วนอาการจะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับการแพ้ของแต่ละบุคคล
  • คนที่เป็นโรคน้ำเหลืองเสีย มักจะมีตุ่มหนอง และแผลหนองตามร่างกายอยู่เสมอ รวมถึงคนที่เป็นโรคคุดทะราดด้วย
210515-Content-น้ำผึ้งสรรพคุณดี-ๆ-พร้อมเมนูน้ำผึ้งเพื่อสุขภาพ!06


น้ำผึ้งแท้ สังเกตได้อย่างไร?

การจะทานน้ำผึ้งให้ได้ประโยชน์และคุ้มค่าที่สุด สิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง คือ ต้องเป็นน้ำผึ้งแท้นั่นเอง แต่เนื่องจากในปัจจุบัน น้ำผึ้งปลอม และน้ำผึ้งแท้มีลักษณะคล้ายกันมากจนแทบจะแยกไม่ออก ทำให้มักจะได้น้ำผึ้งที่ไม่มีคุณภาพมาเสมอ ดังนั้นการดูน้ำผึ้งแท้ก็มีหลักการดูง่าย ๆ ดังนี้

  • สังเกตฉลากของขวด หรือโหลน้ำผึ้ง โดยหากที่ฉลากมีการระบุว่าได้มีการเพิ่มสสาร หรือเติมอะไรลงไปเพิ่มเติม ให้เดาได้เลยว่าน้ำผึ้งปลอมแน่นอน หรือไม่ก็มีปริมาณของน้ำผึ้งแท้ผสมอยู่น้อยมาก ซึ่งก็ทำให้คุณประโยชน์ของน้ำผึ้งด้อยลงไปเช่นกัน
  • ต้องไม่มีสารปรุงแต่งใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นสารปรุงแต่งสี กลิ่น หรือรสชาติก็ตาม เพราะนั่นเท่ากับได้มีการเปลี่ยนแปลงความเข้มข้นของน้ำผึ้ง ทำให้คุณภาพด้อยลง และไม่ใช่น้ำผึ้งสดแท้นั่นเอง
  • สีของน้ำผึ้งต้องเป็นสีที่มีความเป็นธรรมชาติ คือ สีเหลืองอ่อน ๆ ถึงสีน้ำตาลใสนั่นเอง และจะต้องไม่ขุ่นทึบด้วย ต้องมีความสะอาด โดยไม่มีเศษหรือไขผึ้งปนอยู่ เพราะสิ่งเหล่านี้อาจทำให้คุณภาพของน้ำผึ้งลดต่ำลง และส่งผลเสียต่อผู้ที่ทานได้
  • ความเข้มข้นของน้ำผึ้งแท้ ต้องมีความเข้มข้นและความหนืดสูง หากพบว่าน้ำผึ้งเหลวจนเกินไป มั่นใจได้เลยว่ามีการผสมน้ำ หรืออะไรบางอย่างลงไปในน้ำผึ้งแน่นอน


เมื่อได้รู้ถึงประโยชน์ของน้ำผึ้งกันแล้ว ใครที่อยากมีสุขภาพดีแข็งแรง พร้อมผิวพรรณที่สวยใสดูเนียนนุ่มอย่างเป็นธรรมชาติ ลองหันมาทานน้ำผึ้งให้มากขึ้นกันดู 
แต่อย่าลืมว่าน้ำผึ้งทานมากไปก็ก่อให้เกิดโทษได้เหมือนกัน จึงควรทานในปริมาณที่เหมาะสม และเพื่อให้ได้ประโยชน์อย่างสูงสุด อย่าลืมดูด้วยว่า น้ำผึ้งที่ทานนั้นเป็นน้ำผึ้งแท้หรือไม่ เท่านี้สุขภาพดีก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม 🐝🍯

แนะนำ 👉🏻 น้ำผึ้งมะนาว สรรพคุณเด่น ๆ ช่วยเรื่องอะไรได้บ้าง? และ สามารถติดตาม สูตรอาหารและบทความอื่นๆ ได้ที่นี่ 

Line
Facebook
Youtube